Uncategorized

มารู้จักกับลักษณะของเงินทุนกัน

บทความโดย ดร.ธนัยวงศ์ กีรติวานิชย์

เงินทุน (Capital) ถือเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการ และมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกิจการ ระหว่างการดำเนินกิจการ ไปจนถึงการขยายกิจการเพื่อให้เติบโตในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่า ทุกขั้นตอนดังกล่าวข้างต้นล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินทุนด้วยกันทั้งสิ้น โดยการจัดหาเงินทุน หรือแหล่งเงินทุนของกิจการนั้นอาจมาจากการใช้เงินทุนส่วนตัวของผู้ประกอบการเอง (Self Funding) หรืออาจใช้เงินของผู้อื่น (Use Other People’s Money: OPM) ในรูปแบบการนำเงินมาร่วมทุนกัน หรือการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน หรือการระดมทุนโดยการขายหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ให้แก่นักลงทุนที่สนใจก็ย่อมได้ ซึ่งลักษณะที่สำคัญของเงินทุนที่ผู้ประกอบการควรรู้ มีดังต่อไปนี้ครับ

  • เงินทุนเป็นทรัพยากรที่หายาก และมีอยู่อย่างจำกัด ทั้งนี้ก็เพราะ ในการประกอบธุรกิจใดๆ ก็ตาม ย่อมต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก แต่ก็ใช่ว่าผู้ประกอบการทุกคนจะมีเงินทุนส่วนตัวมากเพียงพอ เนื่องจากเงินที่เก็บสะสมเพื่อนำมาลงทุนส่วนใหญ่มักจะมีจำนวนค่อนข้างจำกัด ดังนั้น เมื่อเงินทุนของตนมีไม่มากพอกับความต้องการ ก็ต้องไปแสวงหาจากแหล่งเงินทุนอื่นๆ มาเพิ่ม ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า จะหากันได้อย่างง่ายๆ เนื่องจากเงินทุนจากแหล่งอื่นๆ ก็ใช่ว่าจะมีอย่างไม่จำกัด ทำให้ต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทุนที่ต้องการนั้น ตลอดจนต้องปฎิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ผู้เป็นเจ้าของเงินทุนได้กำหนดขึ้น นอกจากนี้ ในบางกรณีผู้ประกอบการก็อาจจะไม่ได้รับเงินทุนตามจำนวนที่ต้องการก็เป็นได้
  • เงินทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนกิจกรรมด้านต่างๆ ของกิจการ หากเป็นการจัดหาเงินทุนระยะสั้น จะถูกนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ในการดำเนินงานในแต่ละวันของกิจการ แต่หากเป็นการจัดหาเงินทุนระยะยาว ก็จะถูกนำมาใช้ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินงานได้อย่างสะดวกลุล่วง และต่อเนื่องโดยไม่สะดุดหยุดลงนั่นเอง แน่นอนว่า หากไม่มีเงินทุน กิจการก็คงไปไม่รอดเป็นแน่แท้
  • เงินทุนมีต้นทุนทางการเงิน โดยหากเป็นการใช้เงินทุนส่วนตัวเพื่อนำมาลงทุนในกิจการ ก็จะมีต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity Cost) เกิดขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการจะไม่สามารถนำเงินทุนนั้นไปใช้ทำประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้ แต่หากเป็นการใช้เงินของผู้อื่น ก็จะมีต้นทุนทางการเงินดังนี้
    • หากเป็นการร่วมทุนกัน ผู้ประกอบการก็ต้องแบ่งผลกำไรที่กิจการทำได้ให้แก่ผู้ที่นำเงินมาร่วมทุนทำกิจการด้วย
    • หากเป็นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นก็จะอยู่ในรูปของดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้แก่สถาบันการเงินที่เป็นผู้ให้กู้
    • หากเป็นการขายหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนจากนักลงทุน กรณีที่เป็นตราสารหนี้ ก็จะมีต้นทุน คือ ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ในทางกลับกัน หากเป็นตราสารทุน ก็จะมีต้นทุนคือ เงินปันผลที่นักลงทุนพึงได้รับ

แน่นอนว่า ผลตอบแทนที่เจ้าของเงินทุนได้รับ ก็คือ ต้นทุนทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายออกไปเพื่อให้ได้เงินทุนนั้นมาใช้นั่นเอง

  • เงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายได้  โดยหากพิจารณาในแง่ของผลตอบแทน ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินทุนย่อมต้องการที่จะเคลื่อนย้ายเงินทุนของตนจากการลงทุน (กิจการ) ที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปยังการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเสมอ ในทางกลับกัน หากพิจารณาในแง่ของความเสี่ยง ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินทุนก็ย่อมที่จะตัดสินใจเคลื่อนย้ายเงินทุนของตนจากการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงไปยังการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าเสมอ
  • เงินทุนจะค่อนข้างอ่อนไหว หรือไวต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่น หากมีผลกระทบทางลบเกิดขึ้นต่อตัวกิจการ หรือกิจการมีการบริหารงานที่ไม่ดีพอ ก็อาจส่งผลให้มีการตัดสินใจเคลื่อนย้ายเงินทุนโดยผู้ที่เป็นเจ้าของเงินทุนก็เป็นได้ และยังอาจส่งผลต่อเนื่องทำให้การจัดหาเงินทุนในครั้งต่อๆ ไปเป็นไปได้อย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น

           ทั้งนี้ เมื่อผู้ประกอบการได้ทราบถึงลักษณะที่สำคัญของเงินทุนดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็ย่อมสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารเงินทุนที่กิจการมีอยู่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นเองครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: